จตุตถปาราชิก

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระปฐมบัญญัติ

             ๔. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่านข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆเป็นเท็จเปล่าๆ แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

   ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ

             ๔. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่าแน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ได้
พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้.


             สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการ
ฉะนี้ ฯ
------------
อ้างอิง : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑


บทสวดภิกษุปาฏิโมกข์ ปาราชิก ๔

-----------
        ตตฺริเม   จตฺตาโร   ปาราชิกา   ธมฺมา อุทฺเทส  อาคจฺฉนฺติ.
        ๑.  โย  ปน  ภิกฺขุ  ภิกฺขูน   สิกาขาสาชีวสมาปนฺโน    สิกฺข   อปฺปจฺจกฺขาย   ทุพฺพลฺย
อนาวิกตฺวา   เมถุน   ธมฺม   ปฏิเสเวยฺยอนฺตมโส    ติรจฺฉานคตายปิ,   ปาราชิโก  โหติ   อสวาโส.
        ๒.  โย  ปน  ภิกฺขุ  คามา  วา   อรญฺา  วา   อทินฺน   เถยฺยสงฺขาต   อาทิเยยฺยยถารูเป   อทินฺนาทาเน   ราชาโน    โจร  คเหตฺวา   หเนยฺยุ   วา   พนฺเธยฺยุ   วา     ปพฺพาเชยฺยุ     วา    " โจโรสิ   พาโลสิ มูฬฺโหสิ   เถโนสีติ;   ตถารูป  ภิกฺขุ  อทินฺน       อาทิตยมาโน,    อยมฺปิ    ปาราชิโก   โหติ  อสวาโส.
        ๓.  โย  ปน  ภิกฺขุ    สญฺจิจฺจ   มนุสฺสวิคฺคห   ชีวิตา   โวโรเปยฺย,   สตฺถหารก  วาสฺส    ปริเยเสยฺย,   มรณวณฺณ    วา  วณฺเณยฺย,   มรณาย   วา   สมาทเปยฺย  " อมฺโภ   ปุริส   กึ   ตุยฺหิมินา    ปาปเกน  ทุชฺชีวิเตน,   มตนฺเต   ชีวิตา   เสยฺโยติ;  อิติ   จิตฺตมโน    จิตฺตสงฺกปฺ-โป   อเนกปริยาเยน   มรณวณฺณ   วา   สวณฺเณยฺย,  มรณาย   วา     สมาทเปยฺย;     อยมฺปิ
ปาราชิโก   โหติ   อสวาโส.
        ๔.  โย  ปน   ภิกฺขุ   อนภิชาน    อุตฺตริมนุสฺสธมฺม   อตฺตูปนายิก   อลมริยาณ-
ทสฺสน   สมุทาจเรยฺย     "อิติ   ชานามิ,  อิติ   ปสฺสามีติ;   ตโต   อปเรน   สมเยน
สมนุคฺคาหิยมาโน   วา   อสมนุคฺคาหิยมาโน  วา   อาปนฺโน   วิสุทฺธาเปกฺโข   เอว  วเทยฺย
" อชานเมว    อาวุโส    อวจ   ' ชานามิ '  อปสฺส    ' ปสฺสามิ '    ตุจฺฉ   มุสา   วิลปินฺติ,
อญฺตฺร   อธิมานา;    อยมฺปิ    ปาราชิโก   โหติ   อสวาโส.
        อุทฺทิฏฺา   โข   อายสฺมนฺโต   จตฺตาโร ปาราชิกา   ธมฺมา,   เยส   ภิกฺขุ   อญฺตร
วา   อญฺตร   วา   อาปชฺชิตฺวา   น   ลภติ  ภิกฺขูหิ   สทฺธึ   สวาส,   ยถา   ปุเรตถา
ปจฺฉา;   ปาราชิโก   โหติ   อสวาโส.   
       
ตตฺถายสฺมนฺเต    ปุจฺฉามิ:    กจฺจิตฺถ  ปริสุทฺธา  ?
        ทุติยมฺปิ   ปุจฉามิ:  กจฺจิตฺถ   ปริสุทฺธา  ?
        ตติยมฺปิ   ปุจฺฉามิ:  กจฺจิตฺถ   ปริสุทฺธา ?
        ปริสุทฺเธตฺถายสฺมนฺโตตสฺมา   ตุณฺหี,
เอวเมต   ธารยามิ.

               
ปาราชิกุทฺเทโส   นิฏฺิโต.
------------------




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น